วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เที่ยววัดท่ากานกร้อง








วัดท่าการ้อง เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ท่ามกลางชุมชนอิสลาม 2 หมู่บ้านคือ บ้านท่ากับบ้านการ้อง อันเป็นวัดพุทธศาสนาที่อยู่ท่ามกลางชุมชนมุสสิม












    วัดท่าการ้องตั้งอยู่ที่บ้านท่า เป็นวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ นามว่า "พระพุทธรัตนมงคล" หรือที่เรียกกันว่า "หลวงพ่อยิ้ม" สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ขณะที่บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ดังจะเห็นได้จากพระพุทธลักษณะที่งดงามและพระพักตร์ที่มีความเมตตา








วัดท่าการ้อง ได้ตกแต่งบริเวณวัดให้สวยงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับเป็นระเบียบ รวมทั้งมีห้องน้ำที่ตกแต่งสวยงามจนได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวด สุดยอดส้วมแห่งปีระดับประเทศ ปี 2549 ประเภทวัดและศาสนสถาน






















     มีสถานที่ให้เราได้เยี่ยมชมถ่ายรูปอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นหุ่นเหล็กยักษ์ รูปปั้นหุ่นจำลองไก่ กระบือ มันสวยงามมาก  เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ให้เราได้ทำบุญและเป็นสถานที่เที่ยวอีกที่หนึ่งที่เราได้ชมกันอย่างสวยงาม








รูปภาพกิจกรรมถ่ายรูปภายในวัดท่ากานกร้อง












     มีการให้อาหารปลาเค้าบอกกันว่ามีปลาสวายตัวใหญ่มากหลานๆของฉันชอบกันใหญ่เลย มีอาหารปลาจำหน่ายให้เราได้ให้อาหารปลา

        ส่วนภายในบริเวณด้านหลังของวัดท่าการ้องได้จัดให้เป็นตลาดน้ำ ซึ่งของขายในตลาดก็จะเป็นพวกของกินหลากหลายชนิด ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวผัด ของกินเล่น เช่นก๋วยเตี๋ยวหลอด สั้มตำสมุนไพร ไก่ทอดข้าวเหนียว ลูกชิ้นปิ้ง ขนมตาล ไอศครีม และ ร้านเครื่องดื่ม ประเภทกาแฟ ชาเย็น ใส่ในกระบอกไม้ไผ่ดูแปลกดี ดื่มแล้วชื่นใจ และ ราคาของกินที่นี่ราคาก็ไม่แพง อีกด้วยค่ะ

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพนมรุ้ง


ปราสาทหินพนมรุ้ง

ด้านข้างของปราสาทหินพนมรุ้ง

        เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวกับครอบครัว ณ สถานที่ปราสาทหินพนมรุ้งจังหวัดบุรีรัมย์ ในการเดินทางนั้นเดินทางได้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่ทางขึ้นเขานั้นค่อนข้างลำบากเพราะจะมีรถสวนกันมา ในระหว่างการเดนทางก็มีการหวาดกลัวกันนิดนึงค่ะ เพราะว่ามีรถบัสคันใหญ่ของนักเรียนที่ที่ขับมาก่อนหน้าเรา ดูท่าทางเอียงจึงได้ได้ผ่อนรดลง แล้วขับให้ห่างจากรถบัสที่สุดเพื่อความปลอดภัย แต่สุดท้ายก็เดินทางมาถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย  ปราสาทหินพนมรุ้งในวันนั้นมีผู้คนไปเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้คนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา จำนวนมากต่างพากันเดินทางไปเที่ยวชมความงามของสถานที่แห่งนี้ 

แต่ทางขึ้นนั้นค่อนข้างลำบากแต่ ได้ยินเค้าพูดกันมาว่า ถ้ามาถึงแล้วถ้าไม่ได้ขึ้นแสดงว่าเรายังมาไม่ถึงที่นี่จริง ฉันได้ขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ บางคนถ้าถึงจุดพักบางคนจะเอาหินมาวางเรียงกันให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไอ้เราก็ไม่รู้นะว่าคืออะไรแต่เราก็ทำแต่ทำได้ไม่สูงมากเท่าไรค่ะ พอขึ้นมาถึงจุดหมายแล้ว มันสวยงามมากผู้คนต่างพากันถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเพื่อเป็นที่ระลึก ฉันก็ถ่ายไว้เป็นที่ระลึก สวยงามสมกับเป็นปราสาทหินพนมรุ้งที่สวยงาม
สถานที่แห่งนั้นมีร้านค้าวางเรียงยาวต่อกันเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเลือกซื้อสินค้าของฝากจากเขาพนมรุ้งกัน ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ รูปปั้น หุ่นจำลองของพนมรุ้ง

ปราสาท พนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้วในท้องทีตำบล ตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโบราณสถานศิลปะลพบุรีที่มีความงดงามและมีความสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย  ชื่อ พนมรุ้ง”  มาจากภาษาเขมรว่า  “วนํรุง”  แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่  โดยคำนี้ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกอักษรขอมพบที่ปราสาทพนมรุ้ง   และยังปรากฏชื่อผู้สร้างปราสาท คือ   “นเรนทราทิตย์เชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระผู้เกี่ยวข้องเป็นพระญาติกับพระเจ้าสุริยวรมัน ที่ ๒  ผู้สร้างปราสาทนครวัด





จากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ สามารถเดินทางไปพนมรุ้งได้ 2 เส้นทาง คือ
     1. ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง (ทางหลวง 208) ระยะทาง 50 กม. เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงสาย 24 ไป 14 กม. ถึงบ้านตะโก เลี้ยวขวาผ่านบ้านตาเป็กไปพนมรุ้งเป็นระยะทางอีก 12 กม.
     2. ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ทางหลวงหมายเลข 23 เป็นระยะทาง 44 กม. จากตัวอำเภอ ประโคนชัย มีทางแยกไปพนมรุ้ง ระยะทางอีก 21 กม. (เส้นทางนี้ผ่านทางแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำ ด้วย)

ใต้ต้นไม้ใหญ่



ผลไม้พื้นบ้านต้านโรค

   ผลไม้นั้นมีมากมากอยู่ที่ตัวเราจะเลือกและคัดสรรสิ่งที่ดีให้กับตนเองแต่ยังไงเราควรดูแลตนเองสม่ำเสมอด้วยการอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นประจำและทานผลไม้และเลือกผลไม้ที่เหมาะกับตนเอง

         ฝรั่ง ผลไม้พื้นบ้านราคาถูก และออกผลตลอดปี ทุกสายพันธุ์ล้วนเป็นสุดยอดผลไม้ที่มีวิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น จึงสามารถป้องกันการเป็นไข้หวัดได้ หรือช่วยสร้างรวมทั้งป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันที่เราเคยท่องจำกันในสมัย เด็ก ๆ ได้อีกด้วย


         มะเฟือง นอก เหนือจากความสวยงามแปลกตาในเรื่องรูปทรงแล้วยังให้คุณค่าทางโภชนาการอย่าง เต็มเปี่ยม มะเฟืองอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายแก้ท้องผูกช่วยขับเสมหะได้


         ทับทิม ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว ออกฤทธิ์เป็นยาบำรุงกำลัง แก้เจ็บคอ แก้โลหิตจาง ห้ามเลือด รักษาแผล แก้อาการปวดกระเพาะอาหาร ขับพยาธิในลำไส้ แก้ท้องร่วง นอกจากนี้ หากดื่มน้ำทับทิมตอนเช้าวันละ 1 แก้วจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้


         มะละกอแขกดำ ผลไม้สุดร่อยที่มีประโยชน์ใช้สอยอีกมากมาย เนื้อมะละกออุดมไปด้วยวิตามินซี มีเบต้าแคโรทีน ไลโคพีน รวมถึงมีแมกนีเซียม ทองแดง โพแทสเซียมและใยอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงให้ผิวพรรณชุ่มชื้น มีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ขจัดไขมันในผนังลำไส้ ช่วยให้ลำไส้สะอาดดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น


         ส้มโอ ในส้มโอมีสารเพคติน (Pectin) สูง มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและมีสารโมโนเทอร์ปืน ที่ช่วยในการจับสารก่อมะเร็ง นอกจากนั้นหากรับประทานส้มโอหลังมื้ออาหารจะช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้ช่วย ให้ระบบย่อยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 

         มะขาม เนื้อ มะขามมีสารแอนทราควินิน (Antraquinone) ซึ่งช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ อีกทั้งยังมีกรดอินทรีย์ (Organic Acid) อยู่หลายชนิด เช่น กรดทาร์ทาร์ริก (Tartaric Acid) และกรดซิตริค (Citric Acid) มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เพิ่มกากใยอาหาร และช่วยให้ขับถ่ายสะดวก
         

         มะยม เป็นผลไม้พื้นบ้านที่ให้รสเปรี้ยวอมฝาด อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินซีสูง มีฤทธิ์ช่วยสมานแผลและใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการหลอดลมอักเสบ




ขอบคุณข้อมูลจาก : http://health.kapook.com/view24770.html


ต้อนรับลมหนาว รู้กันหรือไม่ ! สมุนไพรแก้ไอ ขจัดเสมหะ มีอะไรน่าสนใจบ้างนะ...

ยาแก้ไอต้อนรับลมหนาว

     ยาแก้ไอจำพวกนี้หาได้ง่ายตามครัวเรือนของเรา หาตามท้องตลาดก็ราคาถูก สามารถทำได้ด้วยตนเองปลอดภัย ทั้งยังมีประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นอีกด้วย


มะนาว เป็นยาสมุนไพร มีสรรพคุณมากมาย และยังเป็นสมุนไพรที่หาง่าย แต่บางฤดูกาลก็มีราคาแพงสูงถึงลูกละ 10 บาท เมื่อมีอาการไอระคายคอมักได้รับคำแนะนำให้ฝานมะนาวเป็นชิ้นบาง ๆ หรือหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นเล็ก ๆ จิ้มเกลือ อมทิ้งไว้สักครู่ หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อยใช้จิบ ช่วยป้องกันไข้หวัดได้ด้วย หรือตำรับเก่าแก่ของมนุษย์ทั้งโลกใช้ คือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งจิบแก้ไอ
มะนาว
มะขามป้อม ใช้แก้ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ มีอาการริมฝีปากแห้ง และรู้สึกร้อนในอกไอที่มาจากทรวงอกจนเจ็บชายโครง หรือไอมานานแล้วไม่หาย ใช้ผลสดตำคั้นเอาน้ำดื่มหรือจิบ หรือใช้ผลสดต้มกับน้ำตาลทรายแดง มะขามป้อมมีรสฝาดเปรี้ยว หลังจากกลืนลงคอไปแล้วจะมีรสหวานชุ่มชื่นคอมาก   
มะขามป้อม
ขิง รักษา อาการไอและขับเสมหะ หรือมีเสลดติดที่หลอดลมมาก ๆ ขิงจะช่วยให้หลอดลมขยายขึ้น และขับของเหนียวข้นออกมาได้ง่าย ให้ใช้เหง้าขิงสดประมาณ 60 กรัม  น้ำตาลทราย 30 กรัม ใส่น้ำ 3 แก้ว นำไปต้มให้เหลือครึ่งแก้ว แล้วจิบกินตอนอุ่น ๆ หรือใช้ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือใช้กวาดคอหรือจิบบ่อย ๆ ใช้รักษาอาการไอเรื้อรังให้เอาน้ำที่คั้นจากเหง้าสดประมาณ 1 ลิตร ผสมน้ำผึ้งประมาณ 500 กรัมเคี่ยวในกระทะทองเหลือง ทำจนน้ำระเหยไปหมดแล้วจึงเอามาปั้นเป็นเม็ดเท่าลูกพุทราจีนใช้อม
ขิง
กระเจี๊ยบแดง ใช้กลีบเลี้ยงดอกสดหรือแห้งประมาณ 1-2 กำมือ ต้มกับน้ำเติมน้ำตาลและเกลือใช้จิบบ่อย ๆ ช่วยให้ชุ่มชื้นคอ
กระเจี๊ยบ
สับปะรด แก้ไอในอาการคอแห้ง คั้นเอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยจิบ หรือทานทั้งผลก็ได้สับปะรดมีรสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยให้ชุ่มคอ
สัปปะรด



ประโยชน์ของเหงื่อ ดีเกินคาด เปลี่ยนความคิดกันได้แล้วนะ

   ประโยชน์ของเหงื่อ กับข้อดีที่คาดไม่ถึง ได้เวลาเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ แล้วมารู้จักเรื่องใกล้ตัวเราให้มากขึ้น  ทำให้เราสุขภาพดีขับสารพิษต่างๆออกทางเหงื่อของเราอีกด้วย

1. ทำให้ผิวสะอาดขึ้น
          แม้ว่าเหงื่อจะทำให้รู้สึกเหนอะหนะ และเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยจะชอบสักเท่าไร แต่เหงื่อนี่ล่ะที่ช่วยทำให้ผิวของเราสะอาดได้ เพราะเหงื่อจะช่วยขับสารพิษที่สะสมอยู่ในผิวหนัง ลดการเกิดผดผื่น สิว หรือปัญหาที่เกิดจากการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง

2. รักษาบาดแผลให้หายเร็วขึ้น
          หลาย คนอาจจะมองว่าเหงื่อเป็นสิ่งที่สกปรก แต่จริง ๆ แล้ว เหงื่อสามารถช่วยทำให้บาดแผลหายเร็วยิ่งขึ้น ต่อมเหงื่อถือเป็นแหล่งกักเก็บสเต็มเซลล์ที่สำคัญของร่างกายซึ่งทำหน้าที่ สมานแผล ฉะนั้นถ้าเกิดมีเหงื่อผุดขึ้นมาบริเวณแผลก็อย่ากลัวว่ามันจะทำให้ติดเชื้อ เลย แต่ถ้าอยากจะเช็ดออกก็ควรจะใช้สำลีปลอดเชื้อเช็ดนะคะ จะได้ไม่เกิดการติดเชื้อนะ

3. เป็นยาปฏิชีวนะ
          มีการศึกษามากมายแสดงให้เห็นว่าเหงื่อมีสารหนึ่งที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยา ปฏิชีวนะ แถมยังมีประสิทธิภาพสูงอีกด้วย ซึ่งในการศึกษาได้ยกตัวอย่างให้เห็นว่าสารที่อยู่ในเหงื่ออย่างเดอร์มซิดิน (dermcidin) ที่ถูกหลั่งออกมาจากต่อมเหงื่อจะช่วยฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ ที่อยู่ในบาดแผลเล็ก ๆ อย่างเช่นแผลโดนของมีคมบาดขนาดเล็กรวมทั้งแผลยุงกัดได้ค่ะ

4. ช่วยป้องกันนิ่วในไต
          ไม่ อยากเชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ ว่าเหงื่อช่วยป้องกันนิ่วในไตได้ เพราะมีหลายการศึกษาต่างลงความเห็นว่า การออกกำลังกายเป็นประจำและการดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้ควบคุมการเกิด นิ่วในไตได้ โดยเมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะขับของเสียออกมาทางเหงื่อ และเมื่อเราดื่มน้ำเข้าไปอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และดีต่อไตด้วยค่ะ

5. ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย
          ถ้าพูดถึงประโยชน์หลัก ๆ ของเหงื่อก็คงจะมองข้ามข้อนี้ไปไม่ได้เลยค่ะ เพราะเหงื่อจะช่วยไม่ให้ร่างกายร้อนจนเกินไปจากการทำกิจกรรมหนัก ๆ หรือการอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อน ๆ อย่างเช่นการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ร่างกายมีการเผาผลาญแคลอรี่อย่างหนักทำให้ร่างกายของเรา ร้อนขึ้น และอาจจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ถ้าหากดื่มน้ำไม่เพียงพอค่ะ

6. ช่วยทำให้คุณดูอ่อนเยาว์กว่าวัย
          ประโยชน์ของเหงื่อไม่ได้แค่เพียงทำให้ผิวสะอาดขึ้นเท่านั้นแต่ยังช่วยทำให้ ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย เพราะเจ้าเหงื่อนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนังและช่วย กระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด ขับสารพิษที่อยู่ในผิวที่ทำให้ผิวพรรณแก่ก่อนวัยออกจากร่างกาย

7. ช่วยทำให้อารมณ์ดี
          เหงื่อช่วยทำให้เราอารมณ์ดีได้เพราะในการออกกำลังกาย เหงื่อจะถูกหลั่งออกมาพร้อมกับสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารเคมีในร่างกายที่เมื่อหลั่งออกมาแล้วจะทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดี ขึ้น ยิ่งเหงื่อออกเยอะก็ยิ่งอารมณ์ดี นี่ยังไม่นับรวมกับประโยชน์ข้ออื่น ๆ ของเหงื่อที่บอกกันไปก่อนหน้านี้อีกนะคะ แต่ก็อย่าลืมดื่มน้ำเข้าไปทดแทนนะ 

..........เป็นยังไงกันบ้างค่ะรู้เรื่องเหงื่อแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองหมั่นออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองด้วยนะค่ะ..........

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

ประเพณีแซนโฎนตา "บูชาบรรพบุรุษ" ของชาวเขมรสุรินทร์

 ประเพณีแซนโฎนตา  "บูชาบรรพบุรุษ" 

                 ประเพณีแซนโฎนตา คือ ประเพณีหนึ่งที่มีความสำคัญและปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมายาวนานนับพันปีของชาวเขมรพื้นเมืองสุรินทร์ ที่แสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ความรัก ความผูกพันของสมาชิกในครอบครัว เครือญาติรวมถึงชุมชนต่างๆ โดยจะประกอบพิธีกรรมตรงกับวันแรม14 ค่ำเดือน10 ของทุกปีเมื่อถึงวันแรม 14 ค่ำเดือน 10 สายเลือดลูกหลานชาวพื้นเมืองเขมรสุรินทร์ที่ไปทำงานหรือตั้งถิ่นฐานที่อื่น ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลหลายหมื่นหรือนับแสนคน ต่างพร้อมใจกันเดินทางกลับมารวมญาติเพื่อทำพิธีแซนโฎนตา อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกหมู่บ้าน ซึ่งบรรยากาศในท้องตลาดสี่ถึงห้าวันก่อนวันแซนโดนตาไม่ว่าจะเป็นในตัวอำเภอ หรือจังหวัดที่มีชุมชนคนไทยเขมรอาศัยอยู่อย่างเช่น ที่สุรินทร์  ศรีสะเกษ  บุรีรัมย์   ร้อยเอ็ด  ถ้าท่านผ่านไปในชุมชนหรืออำเภอ  ในช่วงดังกล่าวจะมีความจอแจเออัด  เต็มไปด้วยกลุ่มคนเชื้อสายเขมรมาจับจ่ายข้าวของเตรียมงานกันอย่างหนาตาที่ชาวบ้านต้องมีการแซนโดนตาโดยก่อนจะถึงวันนี้  ชาวบ้านจะมีการตระเตรียมข้าวของต่างๆมากมายที่จำเป็นต้องใช้ในการเซ่น ไม่ว่าจะเป็น กล้วย  ข้าวต้มหมัดที่ห่อจากใบตองที่ชาวเขมรเรียกว่า  อันซอมเจ๊ก  และที่ห่อจากใบมะพร้าวเรี่ยกว่า  อันซอมโดง  ไก่ย่าง   ปลาย่าง  หมูย่าง   เนื้อวัวย่าง  ผัก   ผลไม้   อาหารแห้ง  หมากพลู  และของที่จำเป็นต่างๆอีกมากมาย


พิธีแซนโดนตาหรือเซ่นผีปู่ตาที่จัดขึ้น   ลานอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงศ์จางวาง


บรรยากาศระหว่างพิธีแซนโดนตาประกอบด้วยผู้คนจากตำบลต่างๆ    

      ลูกหลานหรือครอบครัวต้องนำ กันจือเบ็น(กระเชอเบ็น)ไปที่บ้านพ่อแม่ของตนหรือที่บ้านบรรพบุรุษเรี่ยกว่า  จูนกันจือเบ็น(ส่งกระเชอเบ็น)  โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกหลานและบรรพบุรุษมากๆจะมีความสนุกสนานอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตากันได้พบปะพูดคุยกัน   พอตกเย็นเวลา  19 – 20 นาฬิกา  จะมีพิธีแซนโดนตาเริ่มขึ้นโดยนำข้าวของที่ลูกหลานนำมา   มาเซ่นซึ่งจะมีคนเฒ่าคนแก่และลูกหลานในสายตระกูลและเพื่อนบ้านมาร่วมพิธีซึ่งแต่ละบ้านที่เป็นหัวหน้าหรือมีสายสัมพันธ์กันกลุ่มคนเฒ่าคนแก่จะเวียนพากันไปแซนโดนตาจนครบบ้านแต่ละเครือญาติจนหมด   พิธีแซนโดนตานี้จะกระทำกันบนบ้านและต้องเรียกชื่อญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วให้มารับเครื่องเซ่นให้ครบทุกคนถ้าไม่ครบอาจเกิดการไม่พอใจแก่ผีบรรพบุรุษจะทำให้ครอบครัวไม่สบาย   ซึ่งระหว่างนี้ก็จะมีการละเล่นบรรเลงเพลง กันตรึม  มโหรี  กันอย่างสนุกสนานครื้นเครง



ลูกหลานนำของไปไหว้ญาติผู้ใหญ่



พิธีกรรมแซนโฎนตาของชาวเขมรสุรินทร์
                   
        
        1. จุดมุ่งหมายการแซนโฎนตา ความ เชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษนั้น ดูจะมีเค้ามาจากศาสนาพุทธที่เชื่อว่า เมื่อผู้ตายตายไปแล้วจะแบ่งออกเป็น2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ทำดีจะได้ไปสวรรค์ กับกลุ่มที่ทำชั่วทำบาปก็จะตกนรกเป็นสัตนรก ผี หรือเปรตพวกเหล่านี้จะได้รับทัณฑ์ทรมานมากน้อยต่างกัน เมื่อถึงแรม 1 ค่ำเดือน 10 พระยายมจะอนุญาตให้ผีเหล่านี้เดินทางมาเยี่ยมลูกหลานได้ ผีจะพักอยู่ที่วัดและคอยดูทางว่าลูกหลานของตนจะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ตนบ้างหรือไม่ ถ้าลูกหลานมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลผลบุญนี้พวกตนก็ได้รับ และเมื่อได้อิ่มหนำสำราญก็จะพากันอวยพรให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข แต่ถ้ารอแล้วไม่เห็นลูกหลานมาทำบุญ ก็จะสาปแช่งไม่ให้มีความสุข ความเจริญ จาก ตำนานความเชื่อของชาวบ้านดังกล่าว จึงพอสรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการแซนโดนตา ก็คือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
       2. ระยะเวลาในการทำบุญพิธี แซนโดนตา หรือการเซ่นผีปู่ย่าตายายหรือผีบรรพบุรุษของชาวเขมรที่ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วงศาคณาญาติที่ล่วง ลับไปแล้วได้แบ่งออกเป็นวันเบ็นตูจ และวันเบ็นทม คือ สารทเล็ก และสารทใหญ่โดย เบ็นตูจ จัดกันในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 10 และ เบ็นทม จัดกันในวันแรม 14-15 ค่ำ เดือน 10 แต่กระนั้นก็ตาม ช่วงระยะเวลาระหว่างวันเบ็นตูจถึงวันเบ็นทมนั้น ชาวเขมรก็ยังจัดอาหารมาทำบุญที่วัดต่อเนื่องกันมิได้ขาด 
       3. สถานที่ทำพิะ๊แซนโฏนตาจะจัดทำขึ้นที่วัดเพื่อนำจังหะนถวายแด่พระสงฆ์ และนำอาหารเครื่องเซ่นมาไหว้บรรพบุรุษศาลผีปู่ตา ซึ่งเป็นศาลที่อยู่ของวิญญาณบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน หากหมู่บ้านใดไม่มีศาลโฏนตา ก็ จะจัดทำพิธีแซนโฎนตาที่ในวัด
       4. เครื่องแซนโฎนตา (เครื่องเซ่นผีปู่ตา-เขมร)ในเบ็นตูจ และเบ็นทมนั้นสิ่งของที่ใช้ในพิธีจะเหมือนกันคือ ทุกบ้านจะทำขนม ข้าวต้ม กระยาสารท ข้าวปลาอาหารพร้อมกับเหล้าใส่ถาดนำมารวมกันเพื่อประกอบพิธีแซนโฏนตา” ซึ่งพอจะสรุปอุปกรณ์และเครื่องเซ่นที่ใช้ในพิธีกรรมได้ 
ดังนี้
                           
          1. ข้าวต้ม ข้าวสุก กล้วย อ้อย เหล้า อาหารคาวและพวกแกงต่างๆ
          2. ขนมหวานต่างๆ เช่น ขนมชั้น ขนมกง ทองหยิบฝอยทอง เป็นต้น                                           3. หมากพลู ยาสูบ หรือบุหรี่                

          4. กระเชอ 1 สำรับ หรือภาชนะอย่างอื่น 
          5. ธูป 1 ดอก เทียน 1 เล่ม                                    
          6. บายเบ็น (บายข้าว บายเบ็นทำจากข้าวเหนียวที่สุกแล้วผสมกับงาคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปั้นเป็นก้อนๆ วาง บนถาด หรือจาน)                          
           7. เงิน                                 
           8. ใบตอง                                    
           9. จาน หรือถาด                                    
          10. เรือ หรือกระทง (ที่ทำจากกาบกล้วยหรือกาบหมากก็ได้)                                
          11. อาจมีกระดูกของผู้ล่วงลับไปแล้วใส่โกศมาวางร่วม                                     
          12. อื่นๆ (แล้วแต่บางหมู่บ้านอาจมีสิ่งของใช้ต่างๆ กันไป)

      6.  เช้ามืดแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านจัดเตรียมสำรับกับข้าว และข้าวของที่กองรวมกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนำไปถวายพระภิกษุพร้อมทั้งอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว นิมนต์พระมาสวดโดยนั่งเป็นวงกลมรอบข้าวของที่นำมารวมกัน ผู้นำภาชนะข้าวของมาจุดธูปเทียนอย่างละดอกเสียบลงที่จาน บายเบ็น” เพื่อระลึกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว พระภิกษุ 1 รูป จะเทศน์ 1กัณฑ์ เกี่ยวกับความเป็นมาของประเพณีนี้เมื่อพระท่านสวดเสร็จแล้วก็นำกระเชอที่ใส่ของนั้นไปเทที่ลานวัด โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ล่วงลับมารับของเหล่านั้น ซึ่งชาวบ้านและเด็กๆ นั่นเองจะเข้ามายื้อแย่งกันเป็นที่สนุกสนาน  และเมื่อเสร็จพิธีพระภิกษุ จะฉันภัตตาหารเช้า ถือว่าเสร็จพิธีแซนโฏนตาสิ่งของที่เหลืออีกส่วนหนึ่ง เช่น ข้าวต้มที่ทำจากใบมะพร้าว (ข้าวต้มลูกโยน) พระภิกษุจะนำมาปิ้งในวันรุ่งขึ้น หรือในคืนนั้นเลยแล้วก็แบ่งญาติโยมนำกลับไปรับประทาน ในบางหมู่บ้านตอนเย็นของวันแรม 15 ค่ำ อาจนิมนต์พระมาสวดอีกครั้งหนึ่งก็ได้ บางหมู่บ้านอาจมีพิเศษออกไป คือมีการลอยเรือกระทงส่งตอนเวลาก่อนสว่าง เป็นการส่งตายายคือนำเอาเรือกระทงกาบกล้วย หรือกาบหมาก ที่เตรียมไว้บรรจุข้าวปากหม้อ (เท่ากับผลแรกได้ของข้าวสุกในหม้อนั้น) กระยาสารท (ผลแรกได้ของพืชพันธุ์ธัญชาติ ) และขนมอื่นๆ ส้มสุกลูกไม้ใส่ลงไป ในกระทง กับมีเครื่องเสบียงกรัง เช่น กะปิ น้ำปลา พริกหอม กระเทียม เป็นต้น แล้วเอาไม้มาทำเป็นพายเล็กๆสองเล่มติดไปกับกระทง จุดธูปเทียนปักและติดไว้ในกระทง แล้วปล่อยให้ลอยน้ำไป ถ้าหมู่บ้านนั้นอยู่ห่างแม่น้ำลำคลองที่มีน้ำไหลก็จะนำไปวางไว้ยังทางสาม แพร่ง พร้อมกับกล่าวขณะส่งกระทงโดยมีความว่า “ ขอให้ไปยังทุ่งที่ท่านอยู่ ไปสู่เขาใต้หินใต้ผา ซึ่งเป็นที่อยู่ของท่าน ไปเถิดกลับไปเถิด” เป็นอันเสร็จพิธี


จัดเตรียมสิ่งของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ


                  ชาวสุรินทร์เชื้อสายเขมร เชื่อว่า การประกอบประเพณีแซนโฎนตา เป็นการที่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผีบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ให้ได้รับผลบุญกุศลที่อุทิศไป เชื่อว่าทำให้ทุกข์เวทนาจากบวงกรรมมีความบรรเทาเบาบางลง จึงให้มีการจัดพิธีแซนโฎนตา ขึ้นและให้มีการสืบทอดต่อๆกันมา ลูกหลานต้องปฏิบัติสืบทอดต่อ ๆ กันมาถึงทุกวันนี้ ถ้าญาติหรือลูกหลานประกอบพิธีแซนโฎนตา และทำบุญอุทิศให้ เชื่อว่าญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ก็จะอวยพรให้ญาติหรือลูกหลานมีความสุขความเจริญประกอบอาชีพประสบผลสำเร็จมี เงินมีทองใช้ แต่ถ้าไม่ทำพิธีแซนโฎนตา ญาติที่ล่วงลับไป ก็จะโกรธและสาปแช่งญาติหรือลูกหลานไม่ให้มีความสุขความเจริญประกอบอาชีพฝืด เคือง ไม่ราบรื่น ดังนั้นลูกหลานของชาวไทยเชื้อสายเขมรทุกรุ่นจึงต้องประกอบพิธีแซนโฎนตามา ทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้